สมาชิก
ตระกร้าสินค้า

เกร็ดความรู้ > หัวใจและหลอดเลือด
Back


คนมีคอเลสเตอรอลสูง-น้ำหนักเกิน ต้องรู้จักเลือกกินไอศกรีม

        

          กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ และน้ำหนักเกิน ควรกินไอศกรีมเป็นครั้งคราวและจำกัดปริมาณ เหตุส่วนผสมของไขมันและน้ำตาลที่มีปริมาณมากทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้นได้

 

                 



         ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่าไอศกรีมเป็นของหวานที่สร้างความสดชื่นในช่วงหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือ ครีม น้ำนม หรือผลิตภัณฑ์นม เช่น ครีม นมผง หางนม โยเกิร์ต  นมเปรี้ยว และมีส่วนผสมของสารให้รสหวาน นอกจากน้ำตาล ยังมีกลูโคสไซรับ ฟรุกโตส น้ำผึ้ง หรืออาจมีไขมันพืช ไข่ กะทิเพิ่มด้วย ซึ่งส่วนประกอบต่าง ๆ ล้วนแต่เพิ่มน้ำหนักให้กับผู้บริโภคทั้งสิ้น จึงควรเลือกชนิดของไอศกรีมที่เหมาะสมหรือหลีกเลี่ยงไอศกรีมชนิดที่มีไขมันสูง เพราะไอศกรีมบางประเภทโฆษณาว่ามีไขมัน 0% แต่กลับมีน้ำตาลสูงถึง 3.5-6.5 ช้อนชา จึงควรระมัดระวังและไม่ควรกินบ่อย

 

                        

       ดร.นพ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง ควรเลือกไอศกรีมที่มีส่วนผสมที่มีไขมันน้อย หรือไอศกรีมที่ไม่มีไขมันเลย เช่น ไอศกรีมเชอร์เบท หรือไอศกรีมหวานเย็น สำหรับผู้ที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ ควรกินไอศกรีมเป็นครั้งคราวและจำกัดปริมาณไอศกรีมทุกชนิด เนื่องจากส่วนผสมของไขมันและน้ำตาลที่มีอยู่ในปริมาณมาก มีผลทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงขึ้นได้ 

 



          สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ควรหลีกเลี่ยงไอศกรีมทีมีไขมันสูง หรือไอศกรีมที่มีน้ำตาลสูง เพราะไอศกรีมดัดแปลง 1 แท่งประกอบด้วยไขมันอิ่มตัว นมผง หางนม น้ำตาล ให้พลังงาน 150-230 กิโลแคลอรี่ น้ำตาล 4-5.5 ช้อนชา และไอศกรีมหวานเย็นบางประเภทแม้จะมีไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์ แต่ประกอบด้วยน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ ให้พลังงาน 60-100 กิโลแคลอรี่ น้ำตาล 3.5-6.5 ช้อนชา ซึ่งใน 1 วันเราไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา 

 

                 


          ในขณะเดียวกันควรดูฉลากโภชนาการเป็นส่วนประกอบก่อนการบริโภค เพื่อให้ทราบปริมาณพลังงาน น้ำตาลหรือไขมัน จะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้กินมากเกินไป และเลือกกินไอศกรีมจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้ เพื่อลดความเสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากไอศกรีมไม่สะอาด

 

         "สิ่งที่ช่วยคลายร้อนได้ดีอีกอย่างหนึ่ง คือ น้ำแข็ง แต่ควรเลือกบริโภคน้ำแข็งที่มีวิธีการผลิตที่ถูกสุขลักษณะได้มาตรฐาน GMP เพื่อลดปัญหาการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์ และเมื่อน้ำแข็งละลายจะต้องใส ไม่มีตะกอนขาวขุ่น ๆ อยู่ก้นแก้ว เพราะความเย็นของน้ำแข็งไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหารได้ โดยเฉพาะเชื้ออหิวาตกโรคสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำแข็งเป็นเวลานานถึง 2 วัน ก่อนจะดื่มน้ำที่ผสมน้ำแข็งจึงต้องคำนึงถึงความสะอาดปลอดภัยด้วย" อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

 

 

ขอบคุณสาระดีๆ จาก กรมอนามัย

                            

 

SHARE