สมาชิก
ตระกร้าสินค้า

เกร็ดความรู้ > ความดันโลหิตและน้ำตาลในกระแสเลือด
Back


ภาวะโรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวาน

       

อันตรายของโรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวานและความสำคัญของการลดความดันโลหิต

               เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง คือ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือด และโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งล้วนแต่สร้างความทุกข์ทรมานต่อทั้งตัวผู้ป่วยเองและญาติ เช่น ภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบหรือแตก ทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์หรืออัมพาต  และยังก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายของการรักษาที่สูงมาก เช่นการฟอกเลือดในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง เป็นต้น ทั้งโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ “รักษาได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่หายขาด” ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาและติดตามไปตลอดชีวิต เนื่องจากความรุนแรงของโรคอาจจะไม่คงที่ ทำให้แพทย์อาจต้องปรับเปลี่ยนการรักษาเป็นระยะให้เหมาะกับสภาพของผู้ป่วยในแต่ละช่วงเวลา ทั้งภาวะความดันโลหิตสูงและระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดในที่สุด ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นทั้งโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานจึงมีโอกาสที่จะเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ มากกว่าผู้ป่าวที่เป็นความดันสูงเพียงอย่างเดียว และการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวานจะช่วยลดอัตราการเกิดและการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ มากกว่าการลดความดันโลหิตในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน หรือกล่าวง่ายๆ คือ  การรักษาโรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานร่วมด้วยจะได้ประโยชน์มากกว่าในผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้เป็นเบาหวาน  การศึกษาวิจัยในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นความดันโลหิตสูงร่วมด้วยก็พบว่า การควบคุมความดันโลหิตสูงทำได้ง่ายกว่าและช่วยป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนได้ดีกว่าการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีความสำคัญ

 

         

 

          เป้าหมายของการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยเบาหวาน

ระดับความดันโลหิตเป้าหมายในผู้ป่วยเบาหวานก็คือ  ความดันโลหิตค่าบนต่ำกว่า 130 และความดันโลหิตค่าล่างต่ำกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งต่ำกว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน ซึ่งระดับความดันโลหิตเป้าหมายเท่ากับความดันโลหิตค่าบนต่ำกว่า 140 และความดันโลหิตค่าล่างต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท การที่ระดับความดันโลหิตเป้าหมายในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานต่ำกว่าผู้ป่วยที่ไม่เป็นเบาหวาน ก็เนื่องจาก ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่เป็นเบาหวานร่วมด้วยนั้นมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตวายเรื้อรังดังที่กล่าวแล้ว  และจากการศึกษาวิจัยในทางการแพทย์พบว่าการลดความดันโลหิตลงสู่ระดับต่ำกว่า130/80 มิลลิปรอท ก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยมากกว่าการลดความดันโลหิตลงต่ำกว่า140/90 มิลลิเมตรปรอท  เหมือนในผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้เป็นเบาหวานร่วมด้วย

 

       

 

         นอกเหนือจากโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานแล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งที่สำคัญ ได้แก่ การสูบบุหรี่ และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ดังนั้น การจะป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจให้ได้ผลดีก็ควรจะต้องควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด และหยุดสูบบุหรี่ควบคู่ไปกับการลดความดันโลหิตด้วย

 

                

 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง

         เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วไม่ได้รักษา หรือรักษาแล้วแต่ควบคุมได้ไม่ดีจะมีโอกาสเกิดความผิดปกติต่ออวัยวะต่อไปนี้เร็วขึ้นได้แก่

ผลแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง
       ภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นอยู่นาน และไม่ได้รับการรักษา  จะทำให้เกิดการทำลายของอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกายได้  เช่น  หัวใจ  สมอง  ไต  หลอดเลือด  และตา เป็นต้น  เพราะความดันโลหิตที่สูงที่เป็นอยู่นานจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้น และรูเล็กลง  ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆลดลง  ส่งผลให้อวัยวะเหล่านี้ทำงานได้ไม่เป็นปกติ  และหากทำลายรุนแรงมากพอ  อาจทำให้ถึงแก่กรรมได้
ระยะเวลาที่เป็นความดันโลหิตสูง จนเกิดผลร้ายดังกล่าว  จะขึ้นอยู่กับระดับความดันโลหิต  เช่น  ระดับอ่อน และปานกลาง จะใช้เวลานานมากกว่า10 ปี  ระดับรุนแรงจะใช้เวลาสั้นกว่านี้

 

                

ปรึกษาปัญหาความดันสูงในผู้ป่วยเบาหวานฟรี ติดต่อ 02-720-7920 Hotline: 087-089-1500

1. หัวใจ
ความดันโลหิตสูง จะมีผลต่อหัวใจ2ทาง  คือ  ทำใหัหัวใจโต และหลอดเลือดหัวใจหนาตัว และแข็งตัวขึ้น  ทำให้เกิดการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด  หรือหัวใจล้มเหลว ทำให้มีอาการเหนื่อยหอบนอนราบไม่ได้ หรือหัวใจเต้นผิดปกติ  ทำให้มีอาการใจสั่น

2. สมอง
ความดันโลหิตสูง  เป็นสาเหตุของอัมพาต อัมพฤกษฺ ที่พบบ่อย  ซึ่งมักจะเกิดจากหลอดเลือดเล็ก ๆ อุดตัน  โดยเกล็ดเลือด ซึ่งพบบ่อย หรือเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก  ทำให้เลือดออกในสมอง

3. ไต
เป็นอวัยวะที่มีหลอดเลือดมากที่สุดในร่างกาย  ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด  ความดันโลหิตสูงก็มีผลต่อหลอดเลือดที่ไต  เช่นเดียวกับหลอดเลือดหัวใจ  ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ  มีผลให้ไตเสื่อมสมรรถภาพ จนถึงขั้นไตวายเรื้อรัง  ผู้ป่วยจะมีอาการเริ่มแรกของภาวะไตวายเรื้อรัง คือ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน  ขาบวมตอนสาย  หากเป็นมากจะมีอาการอ่อนเพลีย  ไม่ค่อยมีแรงจากภาวะซีด  ซึ่งมักพบในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง  และคลื่นไส้ อาเจียน ซึมลง  ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย

 

               

4. ตา
ความดันโลหิตสูงจะมีผลต่อหลอดเลือดที่ตา  เช่น  เลือดออกที่จอตา  หลอดเลือดเล็กๆ ที่จอตาอุดตัน หรือ ทำให้จอตาหลุดลอกออกได้  ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใด ๆ หรือตามัวจนถึงตาบอดได้  เบาหวาน ซึ่งมักพบร่วมกับความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนทางตาได้เร็ว

5. หลอดเลือด
ความดันโลหิตสูง  จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดทั่วร่างกาย  ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ หรือโป่งพอง  มีผลททำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณแขนขาและอวัยวะภายในลดลง  ผู้ป่วยเกิดไม่ได้ไกลเพราะปวดขาจากการขาดเลือด  ต้องนั่งพักจึงจะหาย และเดือนต่อได้

 

 

          ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงพบได้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เช่นในส่วนของสมองซึ่งที่พบบ่อยได้แก่เส้นเลือดสมองแตกหรืออุดตัน และมักจะตามมาด้วยอาการอัมพฤกษ์อัมพาต นอกจากนั้นก็เป็นในส่วนของหัวใจ ซึ่งได้แก่หัวใจขาดเลือด หรือหัวใจวาย และไตซึ่งได้แก่อาการไตวาย เป็นต้น ซึ่งหากมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นแสดงว่าระดับความดันโลหิตสูงมากแล้ว ในการรักษา แพทย์จะแก้ไขภาวะแทรกซ้อนก่อนต่อมาก็คือควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปรกติมากที่สุดเพื่อไม่ให้มีอันตรายต่อไปจากภาวะแทรกซ้อนอีกอย่างไรก็ตามหากสามารถตรวจพบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงตั้งแต่เริ่มแรก  ก็จะสามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้และการรักษาก็จะได้ผลดีที่สุดด้วย

 

                

 

        การมีความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานๆโดยไม่ได้รับการควบคุม หรือควบคุมไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดผลเสียกับอวัยวะต่างๆได้ดังต่อไปนี้

  1. หัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้นขนาดหัวใจใหญ่ขึ้น ระยะต่อมาจะทำให้การทำงานของหัวใจลดลงเกิดภาวะหัวใจวายได้
  2. หลอดเลือดหัวใจ ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบและเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่สัมพันธ์กับการออกกำลังกาย
  3. สมองและระบบประสาททำให้มีเลือดออกในสมองเกิดอัมพฤกษ์ หรืออัมพาต หมดสติ หรือเสียชีวิตโดยเฉียบพลันหรืออาจทำให้หลอดเลือดสมองตีบตันเกิดอัมพาต
  4. หลอดเลือดแดงใหญ่ทำให้มีการฉีกขาดของหลอดเลือดแดงใหญ่ เกิดอาการเจ็บหน้าอก หรือหลังอย่างรุนแรงพร้อมกับมีการตกเลือด และอาจทำให้เสียชีวิต
  5. ไตวายความดันโลหิตสูงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่หลอดเลือดแดงขนาดเล็กของไตทำให้การทำงานของไตลดลงจนถึงขั้นเป็นไตวาย

 

        สิ่งที่ผู้ป่วยจะสามารถช่วยแพทย์ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงให้ได้ผลดี ก็คล้ายคลึงกับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยทั่วไปซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

        1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ การงดอาหารเค็ม การเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด การลดน้ำหนักอย่าจริงจังในผู้ป่วยที่น้ำหนักเกินหรืออ้วน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการหยุดดื่มสุราหรือจำกัดปริมาณการดื่ม

        2.การใช้ยาลดความดันโลหิต แพทย์มักจะต้องใช้ยาลดความดันโลหิตหลายชนิดร่มกัน ส่วนใหญ่มากกว่า 2 ชนิด ในการช่วยลดความดันโลหิตลงให้ถึงเป้าหมาย การใช้ยาหลายชนิดร่วมกันจะช่วยเสริมฤทธิ์ลดความดันโลหิตซึ่งกันและกัน ผู้ป่วยควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัด และแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นหลังรับประทานยา **โรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานนั้นเปลี่ยนแปลงได้** แพทย์จึงต้องติดตามระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังต้องติดตามระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังต้องติดตามระดับไขมันในเลือดและประเมินสมรรถภาพการทำงานของไตเป็นระยะ เพราะปัจจัยต่างๆเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนในอนาคตของผู้ป่วยทั้งสิ้น และยาลดความดันโลหิตแต่ละชนิด นอกจากจะมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตซึ่งเหมือนกันแล้ว ยังมีผลช่วยชะลอการเสื่อมของอวัยวะต่างๆได้แตกต่างกันด้วย เช่น ยาลดความดันโลหิตบางชนิดสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวานได้ดีกว่ายาลดความดันโลหิตชนิดอื่นๆ ดังนั้น แพทย์จึงต้องพิจารณาเลือกใช้ยาลดความดันโลหิตให้เหมาะกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย และอาจจะต้องปรับเปลี่ยนการรักษาเมื่อสภาพของผู้ป่วยเปลี่ยนไปหรือมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆเพิ่มเติม

 

                

        ปรับนิสัย เปลี่ยนอาหาร รับมือความดัน และเบาหวาน

กุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ควบคุมและอยู่กับโรคได้อย่างมีความสุข ได้แก่ การควบคุมเรื่องการรับประทานอาหาร และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งเรามีคำแนะนำ ดังต่อไปนี้      
•    เลือกรับประทานอาหารจำพวกแป้งจากธัญพืชที่ไม่ขัดสี ในปริมาณที่พอเหมาะ
•    พยายามงดอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นหวาน มัน หรือเค็ม
•    รับประทานผัก และผลไม้ที่ไม่หวานจัดเพื่อเพิ่มกากใยอาหาร 
•    ควบคุมน้ำหนัก 
•    งดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุรา
•    ออกกำลังกายเป็นประจำในแบบแอโรบิควันละ30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ตามคำแนะนำของแพทย์
•    รับประทานยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต หรือเบาหวานตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
•    ระวังอย่ารับประทานยาใด ๆ เองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะยากลุ่มที่เป็นเสตียรอยด์ ยาฮอร์โมน หมั่นศึกษาหาความรู้ในการดูแลตนเอง
•    ทำจิตใจให้สงบ และผ่อนคลายความเครียด ไม่โกรธ หรือโมโหง่าย

       หากผู้ป่วยปรารถนาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผู้ป่วย และผู้ดูแลควรมีความเข้าใจว่าเป้าหมายการรักษาคืออะไร และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอ ถ้าทำได้ก็จะสามารถอยู่กับเบาหวานอย่างสบายใจ และสบายกายมากขึ้น

                   

ปรึกษาปัญหาความดันสูงในผู้ป่วยเบาหวาน ติดต่อ 02-720-7920 Hotline: 087-089-1500

                

ข้อมูลจาก

- สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย

- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี

- bumrungrad.com

เพิ่มเป็นเพื่อนใน Line กับ Naturalcodeclub

เพื่อสอบถามสินค้าและรับโปรโมชันพิเศษจาก NaturalCodeClub ได้เลยค่ะ

 

Add Line: @naturalcodeclub หรือคลิ๊กด้านล่างเลย!

Add friend with naturalcodeclub

QR code of @naturalcodeclub

SHARE