สมาชิก
ตระกร้าสินค้า

เกร็ดความรู้ > ความดันโลหิตและน้ำตาลในกระแสเลือด
Back


อาหารในหมวดคาร์โบไฮเดรต มีผลต่อน้ำตาลในเลือดจริงหรือ?

          อาหารที่รับประทานกันอยู่เป็นประจำ อันได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล เนื้อสัตว์ ไข่ นม ไขมัน ผัก และผลไม้ มีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ในปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน แต่การรับประทานอาหารที่มีทั้งข้าว แป้ง เนื้อสัตว์ ไขมัน ผัก ผลไม้ในสัดส่วนที่เหมาะสม จะไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มมากทั้งยังได้อาหารที่หลากหลาย และมีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย ในบรรดาอาหารเหล่านี้ อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากจะมีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มมากที่สุด

          หลักการกินของผู้ป่วยเบาหวานคือต้องกินให้ระดับน้ำตาลขึ้นอย่างช้าๆ และไม่สูง อาหารที่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้แก่อาหารในหมวดคาร์โบไฮเดรต ซึ่งจะมีทั้งในข้าว ผัก ผลไม้ นม แต่การจะทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จำเป็นต้องมีใยอาหาร ดังนั้นแม้ว่าในผักผลไม้จะมีน้ำตาล ผู้ป่วยเบาหวานก็จำเป็นต้องกิน เพราะใยอาหารที่เรากินเข้าไปเมื่อผ่านกระบวนการย่อยไปอยู่ที่ลำไส้ ก่อนที่น้ำตาลจะถูกดูดซึม ใยอาหารจะทำหน้าที่ดูดซับเหมือนฟองน้ำ น้ำตาลจะค่อยๆ ถูกดูดซึมผ่านฟองน้ำเข้าไปจนกระทั่งฟองน้ำนั้นอิ่มตัวจึงเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อน้ำตาลค่อยๆ เข้าสู่กระแสเลือด อินซูลินที่เรามีอยู่หรือยาควบคุมเบาหวานที่เรากินเข้าไปก่อนอาหารจะสามารถลดระดับน้ำตาลได้ดีกว่า **สมมติว่าถ้าเรากินน้ำตาลเข้าไป 20 กระสอบ แต่อินซูลินมีแค่ 10 ตัว แน่นอนว่าการลำเลียงจัดส่งย่อมไม่ทันกัน น้ำตาลส่วนที่เหลืออีก 10 กระสอบจะลอยค้างอยู่ในกระแสเลือด แต่ถ้าเราค่อยๆ ให้น้ำตาล 20 กระสอบทยอยเข้าไป อินซูลินที่มีอยู่ 10 ตัวก็น่าจะสามารถจัดการกับน้ำตาลทั้งหมดได้ โอกาสที่น้ำตาลจะสูงหรือค้างในกระแสเลือดก็จะมีน้อยกว่า**

 


         ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่รวมทั้งผู้ป่วยเบาหวานจำนวนหนึ่งมักฝากท้องกับร้านขายอาหารแทนการทำอาหารกินเองที่บ้าน สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การบริโภคอาหารจานด่วนแต่ละมื้อจะต้องมีปริมาณอาหารโดยเฉพาะข้าว (ซึ่งอยู่ในหมวดคาร์โบไฮเดรต และเป็นหมวดที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด) อยู่ในปริมาณใกล้เคียงกันทั้ง 3 มื้อ โดย ข้าว 1 ทัพพี เที่ยบเท่ากับ ขนมปัง 1 แผ่น เท่ากับ ผักสุก 3 ทัพพี เท่ากับ ผลไม้ 1 ส่วน หรือเท่ากับ นมจืด 1 แก้ว 

ยกตัวอย่างเช่น

        มื้อเช้า ดื่มนม 1 แก้ว กับแซนวิชทำจากขนมปังโฮลวีต 2 แผ่น เสริมด้วยแอปเปิ้ล 1 ลูก (1 ส่วน) เท่ากับว่ามื้อเช้าเราจะได้คาร์โบไฮเดรตเทียบเท่ากับการกินข้าว 4 ทัพพี

        ดังนั้นในมื้อกลางวันและมื้อเย็นเราก็ต้องควบคุมอาหารหมวดคาร์โบไฮเดรตให้อยู่ในปริมาณ 4 ทัพพีเช่นกัน  แต่ปัญหาคือข้าวที่แม่ค้าตักใส่ถ้วยแล้วคว่ำลงบนจานนั้นมีปริมาณเท่ากับ 3 ทัพพี เราจึงควรกินแค่ 2 ใน 3 เท่านั้น (ยกเว้นในผู้ป่วยเพศชาย หรือผู้ที่มีการใช้แรงงานมากหรือออกกำลังกาย สามารถกินได้ทั้งหมด ซึ่งจะได้คาร์โบไฮเดรตเท่ากับข้าว 3 ทัพพี) สิ่งที่ตามมาคือ ไม่อิ่ม ปัญหานี้แก้ได้โดยการเพิ่มคาร์โบไฮเดรตในกลุ่มอื่น ในที่นี้แนะนำเป็นกลุ่มผัก ซึ่งเราสามารถบริโภคได้ในปริมาณมากถึง 3 ทัพพี หรือประมาณ 1 ชามก๋วยเตี๋ยว เพื่อให้เทียบเท่ากับปริมาณข้าว 1 ทัพพี โดยเราอาจสั่งเป็นกับข้าวที่มีผักเป็นส่วนประกอบหลักอย่างน้อย 1 อย่าง เช่น สั่งข้าวสวย 2 ทัพพี กับแกงส้มผักรวม 1 ถ้วย กับเมนูเนื้อสัตว์อีกสัก 1 อย่าง อาจจะเป็นไข่พะโล้ หรือหมูทอดกระเทียม บางคนถ้าไม่กินเป็นข้าวราดแกง อาจจะเลือกเป็นอาหารจานเดียว เช่น บะหมี่ สุกี้ ราดหน้า สำหรับปริมาณอาหารหมวดคาร์โบไฮเดรตโดยเฉลี่ยในอาหารจานเดียวลักษณะนี้ที่ขายกันในท้องตลาด 1 จานนั้นเทียบเท่ากับข้าวประมาณ 2 – 3 ทัพพีอยู่แล้ว แต่ผักอาจจะน้อยไปดังนั้นสิ่งที่ต้องเน้นสำหรับการกินรูปแบบนี้คือ ให้เพิ่มผัก หากกินหมดจานแล้วยังไม่อิ่มอาจสั่งเป็นเกาเหลาเพิ่มอีก 1 ชามก็ได้

        ในมื้อเย็น เราสามารถกินเมนูอะไรก็ได้เช่นเดียวกับมื้อกลางวัน แต่ข้อสำคัญคือ ต้องมีปริมาณข้าวใกล้เคียงกับมื้อเช้าและมื้อกลางวัน ฉะนั้นมื้อเย็นเราจึงต้องกินข้าวให้ได้ 2 ทัพพีเช่นกัน ตามด้วยกับข้าวอะไรก็ได้ที่มีผักเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น แกงเลียง แกงป่า แกงจืดหัวไชเท้า ต้มจืดฟักเขียว ผัดผัก โดยรับประทานผักอย่างเดียวอย่างน้อย 1 ถ้วย ไม่นับรวมเนื้อสัตว์และน้ำซุปที่ผสมอยู่ ดังนั้นหน้าตาของอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานจึงมีผักมากกว่าปกติ   ที่สำคัญคือ อย่าเพิ่มข้าว อีกนะคะ

 

กรณีที่เป็นของว่างที่เสริมเข้ามา

          ไม่แนะนำให้กินติดต่อกับมื้ออาหารทันที เช่น ผู้ป่วยบางรายอาจจะกินข้าวแล้วตามด้วยของหวานหรือผลไม้ล้างปาก พฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้เราได้รับคาร์โบไฮเดรตมากกว่ามื้ออื่นๆ ซึ่งหัวใจสำคัญของการกินในผู้ป่วยเบาหวาน  คือการควบคุมให้ปริมาณข้าวแป้งในแต่ละมื้อใกล้เคียงกัน  ดังนั้นถ้าต้องการกินของว่างให้กินหลังมื้ออาหารหลัก 2 ชั่วโมง โดยอาจรับประทานผลไม้ 1 ส่วน หรือขนมไม่เกิน 1 ฝ่ามือ เพื่อที่จะได้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้ขึ้นสูงผิดปกติ จนส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลสะสมสูงขึ้นได้

        ผู้เป็นโรคเบาหวานอาจรับประทานขนมได้บ้างเป็นครั้งคราว ถ้ารับประทานเค้ก 1 ชิ้นเล็ก (ขนาด 1 x 1 นิ้ว) หรือถ้าขนมที่มีน้ำเชื่อม เช่น ซาหริ่ม ทับทิมกรอบ ให้ตักเพียงครึ่งถ้วย และลดข้าวลงประมาณ 1 ทัพพีจากที่เคยรับประทานไม่ควรงดข้าวและรับประทานแต่ขนมเพราะจะทำให้ไม่สามารถควบคุมรับน้ำตาลในเลือดได้และไม่ควรรับประทานขนมที่หวานจัดมาก เช่น ขนมเชื่อม ทองหยิบ ทองหยอด สังขยา การรับประทานขนมหวานนี้ ผู้เป็นโรคเบาหวานควรรับประทานแต่น้อย พอคลายความอยากเท่านั้น และไม่ควรทำบ่อย อาจทำในขณะที่ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเท่านั้น สำหรับเครื่องดื่ม ควรเลือกน้ำเปล่าหรือโซดาแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หากจะดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ควรดื่มหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว และดื่มแต่เพียงเล็กน้อย เช่น เบียร์หรือไวน์ ไม่เกิน 2 แก้ว ถาเป็นวิสกี้เจือจาง (45 มิลลิลิตร) ไม่เกิน 2 แก้ว 

 

น้ำตาลต่ำทำอย่างไร?


     เมื่อมีอาการน้ำตาลต่ำ หากยังมีสติอยู่ แนะนำให้เจาะเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดก่อน เพราะมีผู้ป่วยหลายคนที่มีอาการเหมือนน้ำตาลต่ำ แต่จริงๆ แล้วน้ำตาลไม่ได้ต่ำ แต่เป็นเหมือนกับความอยาก

     ในกรณีที่พบว่าระดับน้ำตาลต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แนะนำให้กินคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม  เทียบได้กับน้ำตาลทรายหรือน้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ  หรือลูกอม 3 – 5 เม็ด หรือน้ำผลไม้ประมาณครึ่งแก้วกาแฟร้อน หรือเยลลี่ประมาณครึ่งถ้วย แต่ถ้าเป็นน้ำหวานเข้มข้น เช่น น้ำแดง จะอยู่ที่ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ผู้ป่วยเบาหวานหลายรายที่เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจะรีบมากจนไม่ทันได้ชั่งตวงปริมาณอาหารเหล่านี้ ทำให้บางครั้งได้รับน้ำตาลมากเกินไปจนกลายเป็นน้ำตาลสะสม ดังนั้นเมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ สิ่งแรกที่ควรทำคือ 

เจาะเลือด!!! 
กินคาร์โบไฮเดรต 15 กรัมตามที่แนะนำไว้ข้างต้น
พัก 15 นาทีให้น้ำตาลค่อยๆ เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งตามปกติผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อผ่านไปประมาณ 15 นาที แต่ถ้าผ่านไป 15 นาทีแล้วยังไม่ดีขึ้น ให้ทำซ้ำแบบเดิมอีกครั้ง

      ในกรณีที่ระดับน้ำตาลอยู่ที่ประมาณ 80 – 120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่าระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ต่ำจริง แต่ผู้ป่วยอาจมีอาการอยากกินของหวานมาก สิ่งที่ทำได้คือให้ดูว่าเหลือเวลาอีกนานแค่ไหนจึงจะถึงเวลาอาหารมื้อต่อไป ถ้าเวลาเหลือไม่ถึง 1 ชั่วโมงให้รับประทานคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม แล้วรอรับประทานอาหารมื้อถัดไป แต่ถ้าต้องรอนานมากกว่า 1 ชั่วโมง ให้กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต 15 กรัมร่วมกับอาหารที่มีโปรตีนด้วยเป็นอาหารว่างมื้อเล็กๆ เช่น นม นมถั่วเหลือง หรือแซนวิชไส้ทูน่า หลังจากนั้นให้รอรับประทานอาหารมื้อถัดไป

 

สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้

        คือ เบาหวานไม่ใช่โรคของกรรมเก่า แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม  อย่างไรก็ตามผู้ป่วยหลายรายสามารถใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข กินอาหารอร่อยได้โดยที่ไม่ต้องกินยา เพียงแต่เน้นเรื่องการคุมอาหารให้ดี เช่น ถ้าไม่กินข้าว เขาสามารถกินอะไรได้บ้าง ขนมอะไรที่สามารถกินได้ การปรับพฤติกรรมการกินในผู้ป่วยเบาหวาน ไม่แนะนำให้ทำแบบหักดิบเพราะจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าการควบคุมอาหารเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินไปและไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ป่วยไม่มีความสุข จึงควรเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะการที่เราค่อยๆ ปรับนั้น โดยหลักพฤติกรรมศาสตร์ถ้าทำประมาณ 20 วัน หรือมากสุดคือประมาณ 1 เดือน ก็จะเกิดเป็นความเคยชิน เมื่อผู้ป่วยเริ่มชินแล้ว เดือนต่อมาก็ค่อยๆ ปรับลดลงอีก การปรับแบบนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความสุขมากกว่าที่จะไปหักดิบทีเดียว 

      การจะควบคุมโรคเบาหวานให้อยู่หมัด เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลดทั้งหวาน มัน เค็ม และเพิ่มผัก ควรดูแลทั้งหมดนี้ไปพร้อมๆ กัน เพราะต้องไม่ลืมว่าเบาหวานเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดด้วย ดังนั้นการควบคุมระดับน้ำตาลเพียงอย่างเดียวโดยไม่ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่น ย่อมต้องส่งผลกระทบหรือมีโรคร่วมอื่นๆ ตามมาอย่างแน่นอน และอาจลงท้ายด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานอยู่ดี

 

เครดิต : healthtoday  / vibhavadi

 

  

 

เพิ่มเป็นเพื่อนใน Line กับ Naturalcodeclub 

เพื่อสอบถามสินค้าและรับโปรโมชันพิเศษจาก NaturalCodeClub ได้เลยค่ะ 

Add Line: @naturalcodeclub หรือคลิ๊กด้านล่างเลย! 

Add friend with naturalcodeclub  

QR code of @naturalcodeclub

 

SHARE