สมาชิก
ตระกร้าสินค้า

เกร็ดความรู้ > โลกของสารอาหาร
Back


เมื่อความดันสูง โรคจึงตามมา

          ภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นอยู่นาน และไม่ได้รับการรักษา จะทำลายอวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกาย เช่น หัวใจ สมอง ไต หลอดเลือดและตา เป็นต้น   เพราะความดันโลหิตสูงที่เป็นอยู่นานจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้น และรูเล็กลง ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆลดลง ส่งผลให้อวัยวะเหล่านี้ทำงานได้ไม่เป็นปกติ และหากรุนแรงมากพอ อาจทำให้ผู้ป่วยถึงชีวิตได้

         ระยะเวลาที่เป็นความดันโลหิตสูง จนเกิดผลร้ายดังกล่าว จะขึ้นอยู่กับระดับความดันโลเหิต เช่น ระดับอ่อน(140-159/90-94 มิลลิเมตรปรอท) และปานกลาง(160-179/100-109 มิลลิเมตรปรอท) จะใช้เวลานานมากกว่า 10 ปี ระดับรุนแรง(มากกว่าหรือเท่ากับ 180/มากกว่าหรือเท่ากับ 110 มิลลิเมตรปรอท) จะใช้เวลาสั้นกว่านี้

 

               

 

1. หัวใจ   

       ความดันโลหิตสูง  เป็นสาเหตุทำให้หัวใจโต  หลอดเลือดหัวใจหนาตัว  และแข็งตัวขึ้น  ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก  ภาวะหัวใจล้มเหลว มีอาการเหนื่อยและนอนราบไม่ได้  ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ มีอาการใจสั่น

 

2. สมอง

      ความดันโลหิตสูง  เป็นสาเหตุของอัมพฤกษ์ อัมพาตที่พบบ่อยซึ่งมักจะเกิดจากหลอดเลือดเล็กๆ อุดตัน โดยเกล็ดเลือดทำให้สมองขาดเลือด หรือเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ทำให้เลือดออกในสมอง

 

3. ไต

     ไตเป็นอวัยวะที่มีหลอดเลือดมากที่สุดในร่างกาย  ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด  ความดันโลหิตสูงก็มีผลต่อหลอดเลือดที่ไต  เช่นเดียวกับหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ  มีผลให้ไตเสื่อมสมรรถภาพ  จนถึงขั้นไตวายเรื้อรัง อาการเริ่มแรกของภาวะไตวายเรื้อรัง อาการเริ่มแรกของภาวะไตวายเรื้อรัง คือ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน  ขาบวม หากเป็นมากจะมีอาการอ่อนเพลี่ย ไม่ค่อยมีแรงจากภาวะซีด  และในไตวายระยะสุดท้าย จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ซึมลง

 

4. ตา  

      ความดันโลหิตสูงจะมีผลต่อหลอดเลือดที่ตา เช่นเลือดออกที่จอตา หลอดเลือดเล็กๆที่จอตาอุดตัน หรือ ทำให้จอตาหลุดลอกออกได้  ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใดๆ หรือตามัวจนถึงตาบอดได้ และหากตรวจพบเบาหวานร่วมด้วย จะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนทางตาได้เร็วขึ้น

 

5. หลอดเลือด

     ความดันโลหิตสูง  จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดทั่วร่างกาย  ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ หรือดป่งพอง มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวรแขนขาและอวัยวะภายในลดลง ผู้ป่วยเดินไม่ได้ไกลเพราะปวดขาจากการขาดเลือด  ต้องนั่งพักจึงจะหาย  และเดินต่อได้  หากรุนแรงมากขึ้น อาจทำให้ขาขาดเลือดเรื้อรัง จนเกิดเนื้อตายและต้องตัดขาได้

 

      วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดจะต้องลดเกลือ เพิ่มผักผลไม้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจเช็คความดันโลหิตทุก 6 เดือน และหากพบความดันโลหิตสูงผิดปกติ ควรรีบดูแลรักษาและปรับพฤติกรรมตามหลักปัญจกิจ หรือร่วมกับ 5 แนวทางการรักษาทางเลือกที่เรานำมาฝากกันค่ะ

       1. คันธบำบัด มีคำแนะนำมากมายจากอโรมาเทอราปิสต์ ให้ใช้น้ำมันหอมระเหยบางชนิดช่วยบำบัดอาการและทำให้ผ่อนคลาย เช่น น้ำมันหอมละเหยกลิ่นคาโมไมล์ ลาเวนเดอร์

       2. การบำบัดด้วยอาหาร ด้วยการลดปริมาณเกลือโซเดียม และหันมาเพิ่มอาหารที่มีธาตุโพแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีมากในผักและผลไม้สด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วย มันฝรั่ง และ ผักใบเขียวต่าง ๆ เช่น เซเลอรี่ (ขึ้นฉ่ายฝรั่ง) ซึ่งถือเป็นผักที่ดีในการลดความดันโลหิต

       3. การบำบัดด้วยสมุนไพร การดื่มน้ำสมุนไพรจากขึ้นฉ่าย กระเจี๊ยบแดง และบัวบก เป็นต้น

       4. การผ่อนคลายและทำสมาธิ เทคนิคการทำสมาธินั้นมีประโยชน์ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต จากการศึกษามีคำแนะนำว่า การทำสมาธิ 20 นาที วันละ 2 ครั้ง จะช่วยลดความดันโลหิตได้

       5. โสตบำบัด (การบำบัดด้วยเสียง) คำแนะนำจากนักวิจัยเพื่อช่วยลดความดันโลหิต คือให้ฟังเพลงที่ช่วยลดความดันโลหิต คือให้ฟังเพลงที่ช่วยผ่อนคลายแล้วหายใจเข้าออกลึก ๆ แล้วปล่อยให้ตัวเองซึมซับเอาพลังงานเสียงเข้าไว้

 

การรักษา

      โรคความดันโลหิตสูงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมให้อยู่ในระดับปกติได้ เพื่อป้องกันความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ โดยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้เหมาะสม เช่น การงดรับประทานเกลือ และอาหารรสเค็ม  การออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสม สม่ำเสมอ รวมกับการรับประทานยาเพื่อควบคุมความดันโลหิตซึ่งตัวยามีหลายชนิดได้แก่

- ยาขับปัสสาวะเพื่อลดจำนวนเกลือและน้ำในร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตลดลง  หลังรับประทานยาจะมีผลข้างเคียง ปัสสาวะบ่อย อาจมีอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด ท้องอืด หรือเป็นตะคริวได้

- ยาช่วยลดความดันโลหิตมีหลายชนิด  แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาให้ตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย  ผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ  หากมีอาการข้างเคียงต้องปรึกษาแพทย์ทันที ทั้งนี้เพื่อปรับเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับอาการและผู้ป่วยแต่ละคน

 

          โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคร้ายแรง  สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งอันตรายและอาจนำไปสู่ความพิการถาวรหรือการเสียชีวิตก่อนวันอันควร  โรคนี้อาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะเริ่มแรก ทำให้ผู้ป่วยละเลยต่อการรักษาควบคุมให้ถูกต้อง  โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่  จำเป็นจะต้องได้รับยาเพื่อลดความดันโลหิต  ยาที่ออกฤทธิ์นานครอบคลุมได้ตลอด24 ชั่วโมง  จะป้องกันโรคแทรกซ้อนได้ดีกว่ายาที่ออกฤทธิ์ระยะสั้น การรักษาควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง สามารถลดอัตราการเสียชีวิต และอัตราเกิดโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงได้อย่างมาก และถ้าหากอยู่ในการควบคุมของแพทย์อย่างสม่ำเสมอผู้ป่วยจะไม่เสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยา  จึงถือว่าเป็นการรักษาที่คุ้มค่าที่สุด

 

 

นพ.ธีรวัฒน์  โชคคติวัฒน์

อายุรแพทย์  คลินิกอายุรกรรม 

โรงพยาบาลวิภาราม

SHARE