สมาชิก
ตระกร้าสินค้า

เกร็ดความรู้ > โลกของสารอาหาร
Back


ระดับน้ำตาลในเลือดยิ่งเยอะ ยิ่งเสี่ยงอัลไซเมอร์

         ยิ่งระดับน้ำตาลในเลือดของคุณสูงเท่าไหร่ สมองของคุณก็ยิ่งเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆได้แย่ลงเท่านั้น เพราะน้ำตาลจะเข้าไปทำลายหลอดเลือดในสมอง  หากปล่อยให้น้ำตาลสูงนานๆ สมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่มีหน้าที่ในด้านความจำก็จะเล็กลงเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัดเจนทีเดียว   

         ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าร่างกายมีปริมาณน้ำตาลอยู่ในระดับที่เป็นปกติหรือไม่ โดยปกติแล้วค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดควรอยู่ระหว่าง 80-100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่านี้ คืออยู่ระหว่าง 100-125 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน หรือถ้ามีน้ำตาลในเลือดตั้งแต่ 180 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แสดงว่ากำลังเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้แล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดยังมีผลต่ออาการของภาวะสมองเสื่อมอีกด้วย และช่วงวัยที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ กลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 63 ปีขึ้นไปที่อาจจะไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 หรืออยู่ในภาวะกลุ่มเสี่ยงเป็นเบาหวาน (Prediabetes) ก็สามารถมีอาการของภาวะสมองเสื่อมได้จากผลของการที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ

           ระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็มีผลทำให้สมองของเราประมวลผลช้าลงกว่าปกติ เช่น  ความจำสั้น  พูดจาไม่รู้เรื่อง ความคิดความอ่านไม่ลื่นไหล ซึ่งอาการเหล่านี้แม้ดูเผิน ๆ จะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสมองเสื่อมที่มีโอกาสพัฒนาไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้ในอนาคต จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า ระดับน้ำตาลในร่างกายสูงเป็นสิ่งที่อันตรายต่อเซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายที่สุด โดยเฉพาะเซลล์เนื้อเยื่อในระบบประสาทและสมองจะทำงานช้าลงกว่าปกติ ส่งผลให้การเคลื่อนตัวของเซลล์สื่อประสาทในระบบสมองบางส่วนหดตัวลง จากการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ หากเกิดกระบวนการนี้ซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ในที่สุด

 

        แล้วเราจะมีอาการขี้หลง ขี้ลืม กันบ้างรึป่าว  10 สัญญาณเตือนนี้ บ่งบอกถึงอาการเบื้องต้นของโรคอัลไซเมอร์ มาดูกันว่าเรามีโอกาสเข้าข่ายที่จะเป็นโรคนี้หรือไม่??

1. มีการหลงลืมที่รบกวนชีวิตประจำวัน. เช่น ลืมในสิ่งที่เพิ่งผ่านเข้ามาเร็วๆนี้ ลืมวันหรือเหตุการณ์สำคัญ ถามซ้ำแล้วซ้ำอีก ต้องอาศัยสิ่งช่วยจำ (เช่น สมุดจด) หรือ บุคคลในครอบครัว คอยช่วยเหลือ

2. เสียความสามารถในการวางแผนหรือแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ เป็นขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง เช่นลืมขั้นตอนจ่ายเงินเมื่อไปธนาคาร หรือขับรถ

3. รู้สึกยากลำบากในการทำงานที่คุ้นเคย ไม่ว่าที่บ้าน ที่ทำงาน หรือเวลาพักร้อน เช่น ขับรถไปในสถานที่ที่ไปประจำ จำกฎกติกาของกีฬาที่เล่นประจำไม่ได้

4. รู้สึกสับสนกับเวลาหรือสถานที่ในขณะหนึ่งๆ เช่น ไม่รู้วันที่ ฤดูกาล และเวลา ลืมสถานที่ที่ตัวเองอยู่หรือไม่รู้ว่าจะไปสถานที่นั้นๆอย่างไร

5. รู้สึกลำบากที่จะเข้าใจในภาพที่เห็นและความสัมพันธ์ระหว่างภาพที่เห็นกับตัวท่านเอง เช่น อ่านหนังสือเข้าใจลำบากขึ้น กะระยะทางยากขึ้น วางของบนโต๊ะ แต่มักปล่อยลงก่อนถึงโต๊ะ  บอกสีต่างๆยากขึ้น

6. รู้สึกมีปัญหาในการค้นหาหรือใช้คำที่เหมาะสมในการพูดหรือเขียน  เช่น มักจะหยุดระหว่างกำลังสนทนาและไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรต่อ หรืออาจจะพูดคำ ประโยคซ้ำๆ

7. ลืมของไว้ในที่ที่ไม่ควรวางหรือเก็บไว้ และไม่สามารถย้อนนึกกลับไปได้ว่าวางไว้ที่ใด เช่น เก็บรองเท้าไว้ในตู้เย็น

8. ความสามารถในการตัดสินใจลดลงหรือสูญเสียไป เช่น ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับตนเอง ไม่ทำผม ไม่อาบน้ำ เมื่อจะไปงานสำคัญ

9. มีการแยกตัวออกจากงานที่ทำหรือกิจกรรมที่ชื่นชอบ เช่น ปกติจะไปเล่นกีฬา พบปะเพื่อน ทุกสัปดาห์ แต่วันหนึ่งรู้สึกไม่ไปโดยไม่มีเหตุผลใดๆ

10. รู้สึกว่าอารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป เช่น ดูสับสน วิตกกังวล หวาดกลัว

 

      ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่พบมากคือ โรคอัลไซเมอร์(50-75%) สมองเสื่อมคือ เป็นกลุ่มอาการซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการทำงานของสมองหลายๆ ด้านพร้อมกันแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เกิดขึ้นอย่างถาวร ส่งผลให้มีการเสื่อมของระบบ ความจำ, เข้าใจ, พิจารณา, วิเคราะห์, การควบคุมตนเองเสื่อมถอยลง อันเนื่องมาจากสมองถูกทำลาย จนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันและความสามารถอยู่ร่วมในสังคม

                       

      โรคอัลไซเมอร์ คือ โรคชนิดหนึ่งของระบบประสาทที่ถดถอยมีการดำเนินโรคอย่างต่อเนื่อง อาการเบื้องต้นไม่ชัดเจนปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด พบว่าในช่วงวัยรุ่นหากมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้  แต่ไม่นานมานี้มีการวิจัยพบว่า พยาธิสภาพอยู่ที่ยีนบนโครโมโซมคู่ที่ 21 ที่สร้าง amyloid ในสมอง แสดงให้เห็นว่า อาการสมองเสื่อมค่อนข้างมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรม

 

ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์

          1. การได้รับอะลูมิเนียมในปริมาณมาก  ผู้ป่วยจะมีปริมาณอะลูมิเนียมในสมองใหญ่ (ซีรีบรัม) มากกว่าคนแข็งแรงทั่วไปหลายเท่าถึงสิบเท่า จึงเห็นได้ว่า ในสมองใหญ่ที่มีการสะสมอะลูมิเนียมปริมาณมากจะทำลายเซลล์ประสาทได้ง่ายและส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

         2. หลอดเลือดแดงสมองแข็ง  เนื่องจากหลอดเลือดแดงแข็งก่อให้เกิดหลอดเลือดแดงขนาดเล็กอุดตันทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่พอ ส่งผลให้สมองฝ่อตัว ความสามารถทุกด้านถดถอยลงเกิดเป็นโรคอัลไซเมอร์

         3. ระบบการเผาผลาญเสียสมดุล  เช่น โรคเบาหวาน !การเผาผลาญไขมันไม่ดีทำให้เกิดไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุโรคหลอดเลือด สมองใหญ่มีเลือดไม่พอ ทำให้สมองฝ่อ กลายเป็นโรคอัลไซเมอร์

         4. สมองใหญ่ได้รับความเสียหาย งานวิจัยของประเทศอังกฤษพบว่า หากบริเวณศีรษะได้รับความเสียหายอาจทำให้สมองสร้างก้อนโปรตีนที่ผิดปกติได้ ซึ่งในผู้ป่วยสมองเสื่อมจะพบการสะสมของสารที่มีลักษณะคล้ายกันนี้ ชักนำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

         5. การทานอาหารอิ่มเกิน นักวิชาการชาวญี่ปุ่นเห็นว่าหลังทานหารอิ่มเกิน สารในสมองใหญ่ที่เรียกว่า “Fibroblast growth factor” (เซลล์อ่อนที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่) จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้เซลล์บุผนังหลอดเลือดฝอยและไขมันเพิ่มมากขึ้น เป็นสาเหตุให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งตัว ก่อให้เกิดสติปัญญาและสมองใหญ่เสื่อมถอยก่อนวัย

         6. การติดเชื้อไวรัส นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันวิจัยพบว่า เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ คือ เชื้อไวรัสเรื้อรังที่มีขนาดเล็กกว่าเชื้อไวรัสทั่วไป 100 เท่า

         7. การสูบบุหรี่ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ทำการวิจัยที่ได้รับการรับรองว่า ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นเวลานานทำให้โครงสร้างสมองมีการฝ่อลงในระดับที่ต่างกัน ง่ายต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ทั้งนี้ผู้ที่สูบบุหรี่จัดจะมีอัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 157% และเป็นโรคสมองเสื่อมชนิดหลอดเลือดแดงเพิ่มขึ้น 172%

     โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่เราสามารถป้องกันให้ห่างไกลจากความเสี่ยงได้ โดยการรับประทานอาหารที่ช่วยในการบำรุงสมอง และหมั่นฝึกสมองด้วยการเล่นเกมฝึกสมองต่าง ๆ อยู่เสมอ และที่สำคัญควรจะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ตกอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะความเครียดนะคะ เพราะสมองของเรานั่นอ่อนไหวกว่าที่คิด และถ้าหากเกิดความผิดปกติก็ควรจะไปพบแพทย์เพื่อป้องกันปัญหาเกี่ยวกับสมองที่อาจเกิดขึ้นค่ะ

 

 

Cr.kapook/thaihealth

 

 

SHARE