สมาชิก
ตระกร้าสินค้า

เกร็ดความรู้ > โลกของสารอาหาร
Back


อาหารเสริมลดน้ำหนักที่คุณทานไป แอบมียาผสมไปด้วยหรือเปล่า

              ความเสี่ยงของอาหารเสริมที่แอบผสมยาลดน้ำหนัก ทั้งในระยะสั้น และระยะยาวมีดังต่อไปนี้

- ติดยา ในปัจจุบัน ยาหลายชนิดยกเว้น Xenical เป็น "สารควบคุม" หมายความว่า แพทย์จำเป็นจะต้องทำตามขั้นตอนบางประการหากจะจ่ายยาให้คุณ เพราะยาตัวนั้นอาจเสพติดได้

- ดื้อยา คนส่วนใหญ่มักจะลดน้ำหนักได้ภายใน 6 เดือนแรก ทำให้แพทย์บางคนเชื่อว่าอาจเป็นคนไข้ดื้อยา อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นเพราะดื้อยา หรือเพราะยาถึงขีดจำกัดแล้วต่างหาก

 

               ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ของอาหารเสริมที่แอบใส่ยาลดความอ้วนจะแสดงอาการไม่เหมือนกันขึ้นกับประเภทของยาที่แอบใส่ไป และความรุนแรงก็ขึ้นกับว่าร่างกายจะรับได้มากน้อยเท่าไหร่ อาการที่สังเกตุเห็นได้แบ่งเป็นหลักๆ ดังนี้

  • อาหารเสริมที่แอบใส่ยาประเภทกดความอยากอาหาร จะมีผลข้างเคียงคือ กระตุ้นการเต้นของหัวใจ   เพิ่มความดันโลหิต  ท้องผูก  นอนไม่หลับ  คอแห้งอย่างมาก ปากแห้ง มึนงง ปวดศีรษะ  วิตกกังวล  คัดจมูก
  • อาหารเสริมที่แอบใส่ยาประเภทยับยั้งการทำงานของเอ็มไซม์ จะมีผลข้างเคียงคือ ทำให้ถ่ายเป็นน้ำมัน กลั้นอุจจาระไม่ได้ เกิดการถ่ายเล็ด ตลอดเวลา
  • อาหารเสริมที่แอบใส่ยาประเภทยาถ่าย จะมีผลข้างเคียงคือ มีอาการคล้ายท้องร่วง ถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายวันละหลายๆ รอบ

 

มารู้จักรายชื่อตัวยาที่พบ ในอาหารเสริมลดน้ำหนักกันดีกว่า 

    1.  Orlistat

       เป็นยาลดความอ้วนที่มีกลไกการออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเอนไซม์ gastric lipase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากกระเพาะอาหารและยังยับยั้ง pancreatic lipase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากตับอ่อน เอนไซม์เหล่านี้ทำหน้าที่ย่อยสลายไขมันจากอาหารที่อยู่ในรูปไตรกลีเซอไรด์ซึ่งเป็นไขมันที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ให้กลายเป็นกรดไขมันและกลีเซอรอลซึ่งมีขนาดโมเลกลุเล็กลง เมื่อเอนไซม์ถูกยับยั้งจึงทำให้ไขมันยังคงอยู่ในลักษณะที่เป็นโมเลกุลใหญ่จึงไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ ทำให้เกิดการขับถ่ายเป็นไขมันออกทางอุจจาระ ดังนั้น orlistat จะออกฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อมีอาหารที่มีไขมันอยู่เท่านั้น ไม่ว่าไขมันจะอยู่ในอาหาร นม หรือน้ำมันก็ตาม

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังของยา

   Orlistat มีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากกลไกการออกฤทธิ์ของยาเอง การที่ไขมันไม่ถูกย่อยและไม่ถูกดูดซึมทำให้ไขมันออกมาพร้อมอุจจาระ ดังนั้นอาการที่พบบ่อยๆ คือ มีน้ำมันปนออกมากับอุจจาระ มีความอยากถ่ายอุจจาระบ่อยครั้งกว่าเดิม ควบคุมการขับถ่ายลำบาก ปวดมวน ไม่สบายท้อง และผายลมได้ โดยมักจะมีโอกาสเกิดขึ้นมากถึงร้อยละ 80 และระดับความรุนแรงก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่อาการเหล่านี้จะดีขึ้นหากใช้ยาไปแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์

   เนื่องจาก orlistat ยับยั้งการดูดซึมของไขมัน ส่งผลทำให้วิตามินบางตัวที่ละลายได้ในไขมันถูกดูดซึมลดลง มีการรายงานว่ามีการลดลงของระดับวิตามินอีในเลือด ในผู้ป่วยโรคอ้วนและโรคไขมันในเลือดสูงที่รับประทานยา orlistat ขนาด 10-120 มิลลิกรัมทุกวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน 2-3 เดือน ส่วนการลดลงของวิตามินดีพบในผู้ที่ได้รับยาขนาด 120 มิลลิกรัมวันละ 3 ครั้ง สำหรับวิตามินเอยังไม่พบว่าเกิดการลดลงของระดับวิตามินในเลือดอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม จึงมีการแนะนำให้รับประทานวิตามินเสริมร่วมด้วยในผู้ป่วยที่ใช้ยา orlistat ติดต่อกันนานมากกว่า 3 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยงในการขาดวิตามินอยู่แล้ว  

โดยทั่วไป orlistat เป็นยาลดน้ำหนักที่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับยาลดความอ้วนชนิดอื่น แต่ในบางครั้งอาจพบผู้ป่วยหยุดยาเนื่องจากทนผลข้างเคียงไม่ได้ เช่น มีน้ำมันปนออกมากับอุจจาระ มีความอยากถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ควบคุมการถ่ายลำบาก วิธีการลดผลข้างเคียงที่เกิดจากยา orlistat คือ การลดอาหารที่มีไขมัน ซึ่งจะทำให้ไขมันที่ออกมาทางอุจจาระมีปริมาณที่ลดลงได้

   นอกจากนี้องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) ทำการประกาศเปลี่ยนแปลงข้อมูลความปลอดภัยของฉลากยาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเกิดความผิดปกติของตับที่รุนแรงจากการใช้ยาดังกล่าวโดยให้บุคลากรทางการแพทย์แจ้งแก่ผู้ใช้ยาถึงอาการที่อาจเกิดขึ้น ผู้ป่วยควรหยุดรับประทานยาหากมีอาการผิดปกติ เช่น เบื่ออาหาร มีผื่นคัน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระมีสีซีด มีอาการปวดท้อง เพราะอาจนำไปสู่ความผิดปกติที่รุนแรงต่อตับจากการใช้ยา orlistat

   สำหรับหญิงตั้งครรภ์ orlistat ถูกจัดอยู่ในยาที่มีความปลอดภัยในประเภท B คือไม่มีความเสี่ยงในการทำให้เกิดความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์ของสัตว์ทดลอง และไม่มีรายงานการศึกษาในมนุษย์ ยานี้ยังไม่มีข้อมูลการใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีและหญิงให้นมบุตรจึงยังไม่มีคำแนะนำในการใช้ orlistat ในกลุ่มดังกล่าว

 

    2.    Phentermine

       ถือเป็นยาลดความอ้วนที่ได้รับความนิยมสูงมากในตลาดมืด ไม่ว่าจะเป็นยาชุดลดน้ำหนัก หรือ การแอบนำเอาไปปลอมปนในอาหารเสริมลดน้ำหนักต่างๆ เพราะผู้บริโภคนิยมชมชอบใน “ความเฉียบขาด” ของการออกฤทธิ์ แต่ในขณะเดียวกันเฟนเทอร์มีนก็เป็นยาลดความอ้วนที่พรากชีวิตผู้ใช้ไปแล้วหลายรายเช่นเดียวกัน โดยตามกฎหมายประเทศไทย เฟนเทอร์มีน ถูกจัดอยู่ในยากลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 2 ซึ่งห้ามจำหน่ายในร้านยาโดยเด็ดขาด

      ยาเฟนเทอร์มีน (Phentermine) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท มีสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงกับยาแอมเฟตามีน (Amphetamine, ยากระตุ้นระบบประสาทที่ใช้รักษาโรค ทางจิตเวช) วงการแพทย์ได้นำยานี้มาใช้เป็นยาลดน้ำหนัก โดยจะออกฤทธิ์กดศูนย์การหิวที่สมอง ทำให้ร่างกายไม่อยากอาหาร การใช้ยานี้แพทย์จะให้รับประทานอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น

      ด้วยเหตุผลที่เฟนเทอร์มีนมีฤทธิ์คล้ายคลึงกับยาแอมเฟตามีน ในหลายประเทศจึงจัดให้ยานี้อยู่ในบัญชีของยาควบคุมพิเศษประเทศไทยโดยคณะกรรมการอาหารและยาได้จัดให้เฟนเทอร์มีนอยู่ในหมวดวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ประชาชนทั่วไปไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ผู้ป่วยหรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักจะต้องมาพบแพทย์ในสถานพยาบาลเท่านั้น

      เฟนเทอร์มีนมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก การรับประทานหรือขนาดยาที่ใช้ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์เท่านั้น การปรับเปลี่ยนขนาดการรับประทานเองอาจจะเป็นผลเสียต่อร่างกายของผู้ที่รับประทานยา จึงห้ามมิให้ผู้ป่วยเพิ่มหรือปรับขนาดรับประทานเองโดยเด็ดขาด

 

    3.    Sibutramine 

         ไซบูทรามีน (Sibutramine) เป็นยาลดความอยากอาหาร กลไกหลักในการออกฤทธิ์คือไปขัดขวางการ reabsorb ของฮอร์โมนบางตัว และยังช่วยเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกายด้วย จัดเป็นยาลดความอ้วนยอดฮิตอีกตัวเหมือนกรณียาเฟนเทอร์มีนในการถูกนำไปผสมทั้งในอาหารเสริม สมุนไพร และกาแฟลดน้ำหนัก  

        ปัจจุบันในวงการแพทย์ไม่มีการใช้ยาไซบูทรามีนในการรักษาโรคอ้วนแล้วค่ะ เนื่องจากยาถูกบริษัทผู้ผลิตถอนทะเบียนไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 แต่กระนั้นก็ยังมีการตรวจพบผลิตภัณฑ์ที่ลักลอบผสมยานี้วางจำหน่ายกันอยู่ค่ะ โดยสาเหตุที่ทำให้บริษัทผู้ผลิตยาทำการถอนทะเบียนยาไซบูทรามีน ทั้งในยุโรป อเมริกา รวมทั้งประเทศไทยด้วย เนื่องมาจากมีการศึกษาพบว่ายาไซบูทรามีน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ดังนั้นถ้าคุณพบว่าผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักต่างๆที่ซื้อไปรับประทาน ทำให้เกิดอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หรือมีอาการแน่นหน้าอก

 

สำหรับ  L-carnitine (แอล-คาร์นิทีน) นับว่าเป้นกรดอะมิโน ไม่ใช่ตัวยา แต่ก็อย่ามองข้ามผลข้างเคียงนะคะ ไหนลองมาดูกันซิว่า มีส่วนช่วยลดน้ำหนักบ้างรึป่าว

                แอล-คาร์นิทีน จัดเป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่งที่ร่างกายสามารถผลิตเองได้ และยังสามารถได้รับจากการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ด้วยค่ะ ซึ่งเจ้านี่จะมีหน้าที่ในการผลิตพลังงานให้กับเซลล์ร่างกายโดยการเปลี่ยนไขมันที่สะสมเอาไว้มาเป็นพลังงาน ดังนั้นจากหน้าที่การทำงานแบบนี้ จึงทำให้แอล-คาร์นิทีน ถูกนำมาโฆษณาในทางการตลาดว่าสามารถช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันและช่วยให้ผอมได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีการศึกษาหลายการศึกษาที่พบว่า L-carnitine ไม่ได้มีผลต่อการลดน้ำหนักเลย หรือ การศึกษาของ Kalpana and Aruna พบว่า L-carnitine ช่วยให้น้ำหนักของอาสาสมัครที่อยู่ในเกณฑ์อ้วนและน้ำหนักเกินลดลงได้ แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องมีการออกกำลังกายร่วมด้วยอยู่นั่นเอง ดังนั้นถ้าคิดจะรับประทาน L-carnitine เป็นอาหารเสริมเพื่อการลดน้ำหนักแล้วล่ะก็ แนะนำว่าควรออกกำลังกายร่วมด้วยนะคะ ไม่งั้นไม่มีทางเห็นผลแน่ๆ (จริงๆแล้ว L-carnitine เป็นสารอาหารหนึ่งที่นักกีฬานิยมใช้ เพื่อให้สามารถออกกำลังกายได้ทนขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนถึงประสิทธิภาพนี้ของ L-carnitine เหมือนกันค่ะ)

ข้อควรระวังคือ   ะมีผลข้างเคียงต่างๆ เกิดขึ้นกับร่างกายได้ และอาจจะเข้าทำปฏิกิริยากับยาอื่นๆ ที่กินร่วมกัน ดังนั้น ในการใช้แต่ละครั้ง ควรต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์จะปลอดภัยกว่า นอกจากนี้เราควรระลึกไว้เสมอว่า สารทุกอย่างมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวเอง ขึ้นกับปริมาณและช่วงจังหวะเวลาของการใช้ ถึงแม้ว่าแอล-คาร์นิทีนจะไม่ปรากฏผลข้างเคียงใดๆ ที่เด่นชัดมากนัก แต่ก็มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไปมากขนาด 5 กรัม (5000mg.) ต่อวัน หรือมากกว่าอาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ และต้องไม่ลืมว่าเราได้แอล-คาร์นิทีนจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์และนมอยู่แล้วด้วย ซึ่งเราไม่สามารถทราบปริมาณที่แน่นอนได้ ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจจะพบได้บ้างก็เช่นมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัว และเกิดมีผื่นแดง และในนักกีฬาหรือคนที่กินแอล-คาร์นิทีนเสริมสำหรับการเล่นกีฬาเพื่อช่วยในการสลายไขมันและช่วยทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ก็ควรจะต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 อาทิตย์ คือไม่ควรใช้ต่อเนื่องติดต่อกันไปเป็นเวลานานๆ

***สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่ออาหารโปรตีน เช่น ไข่ นม หรือข้าวสาลี ไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริมแอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมไปถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบ และสตรีมีครรภ์ ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าไม่จำเป็น หรือใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์***

 

             ดังนั้นการลดน้ำหนักที่ดีและปลอดภัย คือ การควบคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกาย อีกทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารร่วมด้วย ซึ่งถึงแม้การใช้อาหารเสริมลดความอ้วนจะเป็นวิธีเห็นผลเร็ว น้ำหนักลดลงได้เร็วก็จริง แต่หากไม่ได้มีการฝึกการควบคุมการทานอาหาร หรือออกกำลังกายร่วมด้วยให้เป็นนิสัยแล้ว เมื่อหยุดอาหารเสริมลดความอ้วนน้ำหนักก็มีโอกาสจะเพิ่มขึ้นเช่นเดิมได้ อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดอันตรายต่อชีวิตได้หากใช้อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของยาในขนาดที่สูงเกินไป โดยที่ไม่รู้ตัว

             

               ทางที่ดีที่สุด คือ ก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักทั้งหลาย นอกจากมองหาเลข อย. แล้วที่สำคัญควรที่จะดูไปถึงบริษัทฯ ผู้ผลิตและส่วนผสมข้างขวดผลิตภัณฑ์ดูบ้างนะคะ  เพราะโรงงานผลิตที่ไร้จรรยาบรรณเหล่านี้ อาจเคยมีประวัติ ในการผลิตอาหารเสริมแล้วแอบแถมยามาให้ลูกค้ากิน เพื่อให้ลูกค้าเห็นผลเร็ว และโรงงานขายได้เยอะๆ  ยอดถล่มทลาย เหมือนที่เป็นข่าวกัน 

               เราจะได้หลีกเลี่ยง ได้ทันก่อนตกเป็นเหยือค่ะ สุดท้าย แล้วขอฝากวิธีเช็คประวัติโรงงาน และ สินค้า ถ้าไม่รุ้จะเช็คอย่างไร ลองเข้า google แล้วค้นหาคำที่เกี่ยวข้องเช่น DSI บุกโรงงาน หรือ ทลายโรงงาน ผลิตอาหารเสริม ยี่ห้อ อะไร ก้อพิพม์ต่อไป แล้วค่อยๆ อ่านดู เพื่อพิเคราะว่า สินค้าที่เราจะซื้อมานั้น มีประวัติอะไรมาบ้างหรือเปล่าค่ะ

 

 

 

Cr.kapook.com /pharmacy.mahidol.ac.th /pantip.com

SHARE