สมาชิก
ตระกร้าสินค้า

เกร็ดความรู้ > เทคนิคการออกกำลังกาย
Back


มาส่องปริมาณน้ำตาลในผลไม้กันดีกว่า

        หลายคนเลือกลดความอ้วนด้วยการควบคุมอาหาร หนึ่งในนั้นก็คือ การกำจัดปริมาณน้ำตาล ซึ่งองค์การอนามัยโลก แนะนำว่าไม่ควรทานน้ำตาลเกินวันละ 6 ช้อนชา  เราก็เลยพยายามงดขนม ของหวาน เหมารวมไปถึงผลไม้ด้วย เพราะกลัวว่าน้ำตาลในผลไม้จะทำให้หุ่นสวยหายไป กลายเป็นพุงกลมมาแทน แต่ก็อดสงสัยอยู่ลึกๆว่า น้ำตาลในผลไม้ ทำให้อ้วนได้ขนาดนั้นจริงหรือ???

 

       

 

        หากอยากลดความอ้วนด้วยการไม่ทานผลไม้เลย ก็คงไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก เพราะในผลไม้อุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน ไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระ หลายชนิดที่ล้วนแล้วแต่ให้ประโยชน์กับร่างกาย ไม่เหมือนกับเมื่อเราดื่มน้ำอัดลม เราจะได้น้ำตาลสังเคราะห์เข้าไปเต็มๆ แถมไม่ได้คุณค่าทางโภชนาการอะไรด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นยังไงน้ำตาลในผลไม้ ก็ยังมีประโยชน์เหนือกว่าน้ำตาลในขนมหรือเครื่องดื่มอย่างเห็นได้ชัด เลยมีเคล็ดลับในการเลือกทานผลไม้ไม่ให้อ้วนมาบอกกัน

 

 

>>> ในหนึ่งวัน ควรทานผลไม้ให้หลากหลายชนิด เช่น หวานบ้าง หวานปานกลาง หวานน้อย เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป

>>> ไม่ควรทานผลไม้ชนิดเดียวันซ้ำๆ เพราะหากผลไม้ชนิดนั้น มีสารตกค้างบางประเภทอยู่ อาจสะสมในร่างกายได้

>>> ควรรับประทานในปริมาณพอเหมาะ คือทานผลไม้ที่หวานน้อยวันละ3-5 ส่วน(1 ส่วน ประมาณ6-8 ชิ้น/คำ) หากเลือกทานผลไม้ชนิดที่หวานมากน้อยก็ต้องลดปริมาณส่วนลง รวมทั้งควรลดปริมาณความหวานในอาหารมื้ออื่นๆด้วย

>>> เลือกทานผลไม้สด ดีกว่าผลไม้แห้ง ผลไม้แปรรูป หรือน้ำผลไม้ เพราะในกระบวนการผลิตนั้น จะเติมน้ำตาลประเภทอื่นๆลงไปด้วย ทำให้ปรืมาณน้ำตาลมีสูงมาก

 

****มาดูกันดีกว่า ว่าผลไม่แต่ละอย่างมีปริมาณน้ำตาลมากแค่ไหน ****

         ข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 

    

 

       

 

            ผลไม้ เป็นสิ่งจำเป็นที่คนเราควรรับประทาน เพราะในผลไม้มีกากใยอาหารและวิตามิน เกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มากมาย อีกทั้งน้ำและกากใยในผลไม้ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย จึงช่วยลดน้ำหนักได้ และร่างกายจะใช้ประโยชน์จากผลไม้สูงสุดต่อเมื่อคนนั้นต้องกินผลไม้อย่างถูกวิธี

          การกินผลไม้ขณะที่ท้องว่าง ไม่ควรกินผลไม้พร้อมกับหรือหลังอาหารอื่นๆ หรือหากกินผลไม้แล้วจะกินอาหารอื่นตาม ก็ควรรอเวลาอย่างน้อย 20-30 นาทีเพื่อให้ผลไม้ที่กินเข้าไปตกสู่ลำไส้เล็ก และดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่

เหตุผลที่ห้ามกินผลไม้หลังอาหาร

          เมื่ออาหารตกถึงกระเพาะจะใช้เวลาย่อยประมาณ4 ชั่วโมง หากกินผลไม้ตามลงไปแทนที่ จะผ่านไปยังลำไส้เล็กได้เลยก็จะต้องถูกขัดขวางจากอาหารที่รอการย่อยเหล่านั้น ระหว่างนี้ทั้งอาหารและผลไม้ที่ผสมกันในกระเพาะจึงอาจทำให้เกิดการหมักบูด เกิดแก๊ส ซึ่งมีผลให้เกิดอาการแน่น จุก หรือไม่สบายท้องได้

          ทั้งนี้ คุณค่าของผลไม้จะให้ประโยชน์กับเราเต็มที่เมื่อกินขณะท้องว่าง แต่หากใครที่กินผลไม้ไม่ถูกวิธี แต่ไม่รู้สึกแย่อะไร ก็แสดงว่าร่างกายคุณปรับตัวได้ดี แต่คุณอาจไม่ได้รับคุณค่าของผลไม้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นหากใครที่กินอาหารแล้วต้องการกินผลไม้ตาม ควรรอเวลาให้อาหารที่กินเข้าไปก่อนหน้านั้นย่อยหมดก่อน แล้วจึงค่อยกินผลไม้

คำแนะนำการกินผลไม้

          - หากเป็นอาหารเบาๆเช่น สลัดผักสด ใช้เวลารอประมาณ 2 ชั่วโมง

          - หากคุณเพิ่งกินอาหารหนักอย่างเช่น ข้าว หรือเนื้อสัตว์ ที่ใช้เวลาย่อยนานขึ้น ก็อาจต้องรออย่างน้อย 4 ชั่วโมง

          - หากกินอาหารหลายๆ อย่างรวมกัน มีกากใยน้อย ย่อยยากขึ้น ก็อาจใช้เวลามากถึง 8 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งไม่แนะนำให้กินผลไม้ตามไปในช่วงเวลานั้นเลย

          ดังนั้น เวลาที่เหมาะสมที่สุดที่ควรจะกินผลไม้ คือ ช่วงเช้าของทุกวัน ตั้งแต่ตอนตื่นจนถึงเที่ยงเนื่องจากร่างกายจะช่วยให้เรามีพลังงานเหลือเฟือไว้ใช้ประโยชน์กับกิจกรรมอื่นๆ อีกทั้งช่วยให้สุขภาพดี กระชุ่มกระชวยอยู่เสมอ

 

       ***ป่วยเบาหวานกินผลไม้อะไรบ้าง??? ****

    สำหรับผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือป่วยเบาหวาน ควรเลือกทานผลไม้ที่มีน้ำตาลไม่สูงมาก และมีน้ำตาลฟรุสโตสมากกว่ากลุโคส เช่น แอปเปิ้ล  สาลี่หอม  สาลี่น้ำผึ้ง ฝรั่ง และไม่ควรกินครั้งละมากกว่า 1 ส่วน ส่วนผลไม้หวานจัด เช่นทุเรียน อินทผลัม  พรุทราจีน ลิ้นจี่ รวมทั้งผลไม้แปรรูป พวกแช่อิ่ม กวนทั้งหลาย ควรหลีกเลี่ยง

 

                

 

        ผลไม้รสหวานๆ ถ้าทานมากๆก็ทำให้อ้วนได้เช่นกัน  แต่ถ้าเราเลือกทานในปริมาณที่เหมาะสม รู้ว่าแค่ไหนคือพอดี  เราก็สามารถทานผลไม้ได้โดยไม่ต้องกลัวว่า น้ำหนักจะขึ้น  แถมยังได้รับสารอาหารสำคัญมากมายในผลไม้นั้นด้วย

 

 

SHARE